ผู้รับรองการแปลภาษาไทยตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2540 และการใช้ในราชการ
- SEA ProTI
- 3 ก.ย. 2568
- ยาว 1 นาที
อัปเดตเมื่อ 3 ก.ย. 2568

3 กันยายน 2568, กรุงเทพมหานคร - การแปลเอกสารจากภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยมีความสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินงานราชการและธุรกรรมระหว่างประเทศ เพื่อให้เอกสารมีผลใช้ทางกฎหมายอย่างถูกต้อง จำเป็นต้องมีผู้มีอำนาจตามกฎหมายลงนามรับรองคำแปล โดยอาศัย กฎกระทรวง พ.ศ. 2540 ซึ่งออกตามมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กฎกระทรวงนี้วางหลักเกณฑ์ชัดเจนว่าใครสามารถทำหน้าที่ “ผู้รับรองการแปลภาษาไทย” ได้ และกรณีใดที่ไม่จำเป็นต้องแปลเอกสารเป็นภาษาไทย
ผู้มีอำนาจรับรองคำแปล
กฎกระทรวง พ.ศ. 2540 ข้อ 1 กำหนดให้ผู้มีสิทธิรับรองคำแปลได้มี 4 กลุ่มหลัก ได้แก่
บุคคลสัญชาติไทยที่สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี ในหลักสูตรที่ใช้ภาษาต่างประเทศนั้นเป็นภาษาการสอน
อาจารย์มหาวิทยาลัยในประเทศไทย ที่สอนภาษาต่างประเทศซึ่งเป็นภาษาต้นฉบับของเอกสาร
สถานทูตหรือสถานกงสุลต่างประเทศในประเทศไทย ซึ่งประเทศนั้นใช้ภาษาต่างประเทศดังกล่าวเป็นภาษาราชการ
สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยในต่างประเทศ
บุคคลหรือหน่วยงานเหล่านี้สามารถลงนามรับรองคำแปลได้อย่างชอบด้วยกฎหมายเพื่อใช้ยื่นต่อหน่วยงานในฝ่ายบริหาร
กรณีไม่จำเป็นต้องแปลเป็นภาษาไทย
ตามกฎกระทรวงข้อ 2 อ้างอิงมาตรา 26 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 หากเจ้าหน้าที่รัฐเข้าใจภาษาต่างประเทศนั้นเอง หรือมีผู้ร่วมงานที่มีความรู้ภาษาดังกล่าว ก็สามารถรับเอกสารเป็นภาษาต่างประเทศโดยตรงโดยไม่ต้องแปล อย่างไรก็ดี หลักทั่วไปยังคงกำหนดให้เอกสารที่จะยื่นต่อเจ้าหน้าที่ควรเป็นภาษาไทย เว้นแต่ได้รับการยกเว้นตามอำนาจของเจ้าหน้าที่
ขั้นตอนทางปฏิบัติ
ในการดำเนินงานจริง ขั้นตอนประกอบด้วย:
จัดทำคำแปลภาษาไทยของเอกสาร
จัดทำคำแปลเป็นภาษาไทย แล้วให้ผู้มีคุณสมบัติข้างต้นลงนาม “รับรองความถูกต้องของคำแปล” แนบไปกับเอกสารต้นฉบับเพื่อนำไปยื่นราชการ ตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวงปี 2540
ให้ผู้มีคุณสมบัติข้างต้นลงนามรับรองความถูกต้องของคำแปล
ยื่นคำแปลพร้อมเอกสารต้นฉบับต่อหน่วยงานราชการ
หากเอกสารต้องนำไปใช้ต่างประเทศหรือหน่วยงานกำหนด ให้ดำเนินการ รับรองนิติกรณ์เอกสาร (Legalization) ที่กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ตามระเบียบการรับรองเอกสาร พ.ศ. 2539
หมายเหตุเชิงปฏิบัติ:
หน่วยงานราชการจำนวนมากยังอาจขอให้ผ่านการ “รับรองนิติกรณ์เอกสาร” (Legalization) ของกรมการกงสุลด้วยในขั้นตอนหลังการรับรองคำแปล ขึ้นกับวัตถุประสงค์การใช้เอกสาร
สำนักคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยกำหนดให้นักแปลที่ขึ้นทะเบียน รวมถึงผู้รับรองการแปลจากสมาคมวิชาชีพหรือสถาบันสอนภาษาที่มีการอบรมและขึ้นทะเบียน สามารถรับรองคำแปลได้ (จดหมายถึงสมาคม SEAProTI ลงวันที่ 28 เม.ย. 2568)
สรุป
ระบบการรับรองการแปลเอกสารในประเทศไทยเป็นกระบวนการที่มุ่งให้เอกสารแปลมีผลทางกฎหมายและเป็นที่ยอมรับในราชการ โดยกำหนดคุณสมบัติผู้รับรองไว้อย่างเคร่งครัดตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2540 เพื่อป้องกันปัญหาความไม่ถูกต้องหรือการโต้แย้งทางกฎหมาย การปฏิบัติตามกฎกระทรวงนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทั้งผู้แปล บริษัทแปล และประชาชนทั่วไปที่ต้องยื่นเอกสารแปลต่อหน่วยงานรัฐ
เอกสารอ้างอิง
กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ. (2539). ระเบียบสำนักปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ว่าด้วยการรับรองเอกสาร พ.ศ. 2539. กรุงเทพฯ: กระทรวงการต่างประเทศ.
กฎกระทรวง. (2540). ออกตามความในมาตรา 26 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539. ราชกิจจานุเบกษา, 114(ตอนที่ 16 ก), 1–2.
พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539. (2539). ราชกิจจานุเบกษา, 113(ตอนที่ 60 ก), 1–25.




ความคิดเห็น