นักแปลไทยกับการทำผิดกฎหมายการแปล: ช่องว่างเชิงโครงสร้างและผลกระทบทางวิชาชีพ
- SEA ProTI
- 6 ก.ย. 2568
- ยาว 1 นาที

ในบริบทโลกาภิวัตน์ การแปลเอกสารมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกรรมทางธุรกิจ การยื่นเอกสารต่อหน่วยงานราชการ และการพิจารณาคดีในศาล ความถูกต้องของคำแปลไม่ใช่เพียงประเด็นทางภาษา แต่ยังเชื่อมโยงกับสิทธิ หน้าที่ และผลทางกฎหมายโดยตรง อย่างไรก็ตาม นักแปลไทยจำนวนไม่น้อยกลับตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะทำผิดกฎหมายการแปล ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากความบกพร่องเฉพาะบุคคล หากแต่เป็นผลมาจากโครงสร้างการศึกษา การบังคับใช้กฎหมาย และการกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การศึกษาและการอบรมที่ไม่ครอบคลุม
หลักสูตรการแปลในมหาวิทยาลัยไทยมักเน้นทฤษฎีการแปลและทักษะภาษา แต่ ไม่ได้บรรจุวิชากฎหมายการแปลและการรับรองเอกสาร ลงในโครงสร้างการเรียนการสอน ทำให้นักศึกษาไม่มีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับระเบียบทางราชการและกฎหมายที่ใช้ควบคุมการแปล (Pym, 2010) ขณะที่อาจารย์ผู้สอนส่วนใหญ่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา แต่ไม่ได้มีความรู้ลึกซึ้งด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้เอกสารแปลในทางปฏิบัติ
หน่วยงานราชการและทนายความ: ความไม่รู้และการบิดเบือน
เจ้าหน้าที่รัฐและทนายความจำนวนไม่น้อยไม่มีความเข้าใจในข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแปล โดยเฉพาะ กฎกระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2540 ว่าด้วยการรับรองการแปล ซึ่งระบุชัดว่ามีเพียง 4 กลุ่มบุคคลหรือหน่วยงานเท่านั้นที่มีอำนาจรับรองคำแปล ได้แก่ นักแปลรับรอง ศาล กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานอื่นที่กฎหมายกำหนด (ราชกิจจานุเบกษา, 2540) อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่กลับมัก “ยอมรับ” เอกสารแปลที่ไม่ได้ผ่านผู้มีอำนาจ โดยอ้างคำแนะนำของทนายความ ทั้งที่ตามหลักกฎหมายแล้ว หน่วยงานของรัฐ ไม่สามารถอ้างความไม่รู้กฎหมายเป็นข้อแก้ตัวได้
การอ้าง “ไม่รู้กฎหมาย” และการละเมิดสิทธิ
ปัญหาสำคัญคือการที่เจ้าหน้าที่อ้างว่า “ไม่รู้กฎหมาย” หรือ “ไม่มีผู้คัดค้านจึงถือว่าใช้ได้” ซึ่งเป็นการตีความที่ผิดพลาด เพราะการรับรองคำแปลโดยผู้ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ย่อมเป็นโมฆะและอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิของคู่ความ ตัวอย่างเช่น ในคดีความที่เกี่ยวข้องกับการใช้เอกสารแปลประกอบการฟ้องร้อง หากการแปลไม่ถูกต้องหรือไม่ได้รับรองตามกฎหมาย ย่อมส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมโดยตรง (Tamura, 2020)
ผลประโยชน์ร่วมและปัญหาการทุจริตเชิงระบบ
อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้นักแปลไทยมักทำผิดกฎหมาย คือ ผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างนักแปล ทนายความ และหน่วยงานรัฐ โดยในหลายกรณี หน่วยงานยอมให้มีการใช้เอกสารแปลที่ไม่ได้ผ่านนักแปลรับรอง เพื่ออำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนธุรกิจ โดยเฉพาะในกรณีของบริษัทต่างชาติที่ต้องการเข้าสู่ตลาดไทย ปรากฏการณ์นี้สะท้อนการทุจริตเชิงระบบ (systemic corruption) ที่บั่นทอนมาตรฐานการแปลและทำให้กฎหมายถูกละเลย
บทสรุป
การที่นักแปลไทยมักทำผิดกฎหมายการแปลเป็นผลจากช่องว่างเชิงโครงสร้าง ทั้งในระบบการศึกษา การบังคับใช้กฎหมาย และการทำงานของหน่วยงานรัฐ หากไม่แก้ไขปัญหานี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของเอกสารแปล และอาจสร้างความเสียหายต่อสิทธิของประชาชน ดังนั้นจึงควรมีการปฏิรูปทั้งในระดับการศึกษาการแปล การอบรมวิชาชีพ และการบังคับใช้กฎหมายโดยหน่วยงานรัฐอย่างจริงจัง
เอกสารอ้างอิง
Pym, A. (2010). Exploring Translation Theories. London: Routledge.
ราชกิจจานุเบกษา. (2540). กฎกระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2540 ว่าด้วยการรับรองการแปล. เล่ม 114 ตอนที่ 9 ก.
Tamura, T. (2020). Interpreters in the Courtroom: Agents, Conduits, and Accountability. Tokyo: Waseda University Press.




ความคิดเห็น