ความรับผิดของนักแปลเมื่อแปลเอกสารเท็จหรือเอกสารปลอม: กรอบกฎหมายและมาตรฐานวิชาชีพ
- SEA ProTI
- 6 ก.ย. 2568
- ยาว 1 นาที

6 กันยายน 2568, กรุงเทพมหานคร - การแปลเอกสารจากภาษาหนึ่งสู่อีกภาษาหนึ่งมีผลโดยตรงต่อสิทธิ หน้าที่ และสถานะทางกฎหมายของบุคคลและนิติบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเอกสารนั้นถูกนำไปใช้ในการจดทะเบียน การยื่นคำร้องต่อหน่วยงานราชการ หรือเป็นพยานหลักฐานในศาล ความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของคำแปลจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อกระบวนการทางกฎหมาย (Pym, 2010)
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติพบว่านักแปลบางรายอาจแปลเอกสารที่มีเนื้อหาเท็จหรือแปลจากเอกสารปลอม ซึ่งนำมาซึ่งความรับผิดหลายมิติ ทั้งทางแพ่ง อาญา ปกครอง และวิชาชีพ (ราชกิจจานุเบกษา, 2540; ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264–268) โดยความเข้มงวดของการรับผิดแตกต่างกันระหว่าง นักแปลทั่วไป และ นักแปลที่ได้รับการรับรองจากสมาคมวิชาชีพนักแปลและล่ามแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAProTI) บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ขอบเขตความรับผิดของนักแปลในกรณีแปลเอกสารปลอม พร้อมนำเสนอการเปรียบเทียบมาตรฐานการรับผิดของนักแปลสองกลุ่ม
1. ความรับผิดทางกฎหมาย (Legal Liability)
1.1 ความรับผิดทางแพ่ง
หากการแปลไม่ถูกต้องหรือแปลจากเอกสารปลอมแล้วก่อให้เกิดความเสียหาย นักแปลอาจถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ฐานการละเมิด
1.2 ความรับผิดทางอาญา
หากนักแปล รู้ว่าเอกสารเป็นปลอม แต่ยังคงรับรอง จะเข้าข่ายความผิดฐาน ปลอมแปลงหรือใช้เอกสารปลอม ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264–268 มีโทษทั้งจำคุกและปรับ
1.3 ความรับผิดทางปกครอง
นักแปลที่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานรัฐหรือสมาคมวิชาชีพ หากแปลเอกสารปลอม อาจถูกเพิกถอนสิทธิ์การเป็นนักแปลรับรองและถูกจำกัดสิทธิในการรับงานราชการ
2. ความรับผิดทางวิชาชีพ (Professional Liability)
นักแปลต้องยึดมั่นใน จรรยาบรรณวิชาชีพ เช่น ความซื่อสัตย์ ความถูกต้อง และการปฏิเสธงานที่ผิดกฎหมาย หากละเมิดจรรยาบรรณ เช่น รู้ว่าเอกสารเป็นปลอมแต่ยังรับงาน อาจถูกดำเนินการทางวินัยโดยองค์กรวิชาชีพ และสูญเสียความน่าเชื่อถือทางอาชีพ
3. นักแปลทั่วไป vs. นักแปล SEAProTI
เพื่อทำความเข้าใจถึงความแตกต่างด้านความรับผิด สามารถสรุปได้ดังตารางต่อไปนี้:
ประเด็น | นักแปลทั่วไป | นักแปล SEAProTI (Certified Translator) |
ความรับผิดทางแพ่ง | ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายหากแปลผิดหรือใช้เอกสารปลอม | เช่นเดียวกับนักแปลทั่วไป |
ความรับผิดทางอาญา | หากรู้เห็นว่าเป็นปลอม อาจเข้าข่ายความผิดอาญา (มาตรา 264–268) | เช่นเดียวกัน แต่มีมาตรฐานตรวจสอบเข้มกว่า |
ความรับผิดทางปกครอง | อาจถูกปฏิเสธไม่ให้รับงานราชการ แต่ไม่มีระบบกำกับดูแลที่ชัดเจน | หากทำผิด จะถูก เพิกถอนสิทธิ์และสถานะนักแปลรับรอง อย่างเป็นทางการ |
ความรับผิดทางวิชาชีพ | ไม่มีมาตรการลงโทษจากองค์กรวิชาชีพที่ชัดเจน | หากละเมิดจรรยาบรรณ จะถูกดำเนินการทางวินัย และอาจถูก เพิกถอนใบอนุญาตวิชาชีพ |
ความมั่นใจต่อนายจ้าง | ไม่มีหลักประกันว่าผู้ว่าจ้างจะได้รับการคุ้มครองหากเกิดปัญหา | การันตีมาตรฐานสูงสุด: หากทำผิดจริง นายจ้างมั่นใจได้ว่าจะมีการรับผิดชอบและการเพิกถอนสิทธิ์เพื่อปกป้องผู้ใช้บริการ |
4. มาตรการป้องกันสำหรับนักแปล
ตรวจสอบต้นฉบับ หากพบข้อพิรุธ เช่น ตราประทับผิดรูปแบบ
ขอคำยืนยันจากลูกค้าเป็นลายลักษณ์อักษร ว่าเอกสารเป็นของแท้
ใช้ข้อความรับรองอย่างระมัดระวัง ระบุเพียงว่า “certified true translation” ไม่ใช่การรับรองความแท้จริงของต้นฉบับ
บทสรุป
นักแปลที่แปลเอกสารปลอมต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง อาญา ปกครอง และวิชาชีพ แต่ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ นักแปล SEAProTI หากทำผิดจะถูกเพิกถอนใบอนุญาตวิชาชีพ ซึ่งเป็นกลไกที่สร้าง ความมั่นใจสูงสุดแก่นายจ้าง ว่าการว่าจ้างนักแปลรับรองจากสมาคมจะได้รับทั้งคุณภาพและการคุ้มครองตามมาตรฐานสากล
เอกสารอ้างอิง
Pym, A. (2010). Exploring Translation Theories. London: Routledge.
ราชกิจจานุเบกษา. (2540). กฎกระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2540 ว่าด้วยการรับรองการแปล. เล่ม 114 ตอนที่ 9 ก.
ประมวลกฎหมายอาญา [Criminal Code]. มาตรา 264–268.
Tamura, T. (2020). Interpreters in the Courtroom: Agents, Conduits, and Accountability. Tokyo: Waseda University Press.




ความคิดเห็น